ยุคนี้มองไปทางไหนๆ ก็เจอแต่คนออกกำลังกาย และหนึ่งในการออกกำลังกายที่ง่ายและประหยัดที่สุด (หรือเปล่า) คือ การวิ่ง ทำให้คนหนุ่มสาวหันมาวิ่งกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มีข้อสงสัย ทำไมวิ่งแล้วเจ็บตรงนี้ตรงนั้น วิ่งยังไงให้ได้นานๆ ก็ต้องพึ่งพาผู้รู้สิคะ ดีที่โลกสมัยนี้เป็นยุคดิจิตอลอยากรู้อะไรก็ถามอากู๋....ค้นดูข้อมูลไปก็เจอสิ่งนี้ เลยขอเก็บมาฝากนักวิ่งมือใหม่ทุกคนค่ะ
เริ่มต้นหัดวิ่ง ตอน 1
เริ่มต้นแบบใจเย็นๆ
ค่อยๆให้ร่างกายปรับตัว ถึงจะพอวิ่งไหว
ก็อย่าเพิ่งทำเจ๋ง เพราะมันจะเจ๊ง ในวันต่อมา
เดินเร็วไปก่อน ให้หัวใจและร่างกายเต้นรับกับความสุขของการได้ออกกำลังกาย
เริ่มต้นหัดวิ่ง ตอน 2
ผ่านขั้นแรกแบบสบายตัว ก็เริ่มข้ามไปขั้นต่อไป
อย่าลืมว่า
ทุกๆขั้น เราไม่ทำให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป
ขั้นไหนไม่ไหว ก็เดินมากขึ้น จ๊อกน้อยลง ไม่มีอะไรซีเรียส
เรามาวิ่ง เพื่อหาความสุข ไม่ใช่ความทุกข์
เชื่อเถอะ เมื่อเราทำได้ซัก 2 อาทิตย์ เราจะติดใจ
เริ่มต้นหัดวิ่ง ตอน 3
มาถึงเรื่องดื่มน้ำ
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากของการออกกำลังกายทุกชนิด
น้ำจะช่วยให้เราวิ่งได้นานขึ้น และสบายขึ้น
การขาดน้ำขณะวิ่ง อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
เริ่มต้นหัดวิ่ง ตอนที่ 4
หัดหายใจเข้า หัดหายใจออก ! ! !
เอ๊ะ หายใจก็ต้องหัดด้วยหรือ
การหายใจของคนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึก จะหายใจเข้าโดยใช้ปอดเป็นตัวดันซี่โครงขึ้นเพื่อเก็บอากาศ ทำให้มีความจุน้อย
การหายใจด้วยท้อง จะใช้กระบังลมช่วยดึงปอดให้ขยายลงด้านล่างเก็บอากาศได้มากกว่า และใช้พลังงานในการหายใจน้อยลง
ตอนที่ 5 แล้ว เลือกวันออกมา "เริ่มวิ่ง"
หลายคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ
แต่ถ้าได้ถามนักวิ่งที่วิ่งได้สำเร็จ ส่วนใหญ่จะจดจำวันแรกที่ลุกขึ้นมาเคาะสนิมได้
ไม่ต้องถึงขนาดให้ซินแสดูฤกษ์ยาม
แค่เลือกวันที่จำได้
ถ้าได้วันที่มีคุณค่าทางจิตใจ
ก็จะช้่วยให้เรามีแรงฮึดให้ผ่านด่าน 2-3 สัปดาห์แรกไปได้ง่ายขึ้น
เริ่มวิ่งกับ เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย ตอน6
ยืดเหยียดก่อนและหลังวิ่งให้ถูกลำดับ
จะทำให้การวิ่งสนุกขึ้น และลดโอกาสการบาดเจ็บได้มากมาย
ทั้งมือเก่ามือใหม่ที่มักละเลย
มักชอบคิด ว่าเราไหว ไม่เห็นต้องยืดเลย หรือยืดก็แค่ขอไปที
การสะสมของความเครียดในกล้ามเนื้อ จะแสดงผลออกมาในวันที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอ หรือแก่ตัวขึ้น
อย่าลืมนะคะ เรื่องนี้สำคัญมากมาก
เครดิตข้อมูล: สโมสรสถาวร รันนิ่งคลับ www.facebook.com/SathavornRunningClub
เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย ตอนที่ 7
เลือกเวลาวิ่ง เช้าหรือเย็น ดีกว่ากัน
ขอบคุณข้อมูลจาก facebook เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย
http://www.facebook.com/BananaRunning
----------------------
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559
กินมื้อใหญ่หรือมื้อย่อย แบบไหนผอมไวกว่ากัน?
ทุกวันนี้เทรนด์รักสุขภาพมาแรงแซงทางโค้งกันเลยนะคะ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนออกกำลังกาย คุมอาหาร รักษาสุขภาพดี๊ดี และแน่นอนว่าหลากหลายตำราก็ถูกปล่อยออกมาในโลกไซเบอร์ ป้าเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะมีคำถามเหมือนตัวป้าใช่ไหมคะว่า บางตำราก็บอกให้กินมื้อย่อยๆ ซอยถี่ๆ บางตำราก็ว่าจัดมื้อใหญ่ๆ ให้ครบแคลอรี่ ไม่ต้องกินจุกจิก เอิ่ม....แล้วควรทำตามตำราไหนล่ะคะนี่ ที่จะได้ฟิตแอนด์เฟิร์มกะเขาบ้าง
"กินมื้อย่อย กินทุก 2-3 ช.ม. ดีกว่าทานแบบมื้อใหญ่ๆ 3 มื้อ เพราะช่วยร่างกายให้เก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ในกล้ามเนื้อ หรือที่เราเรียกว่าไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ ทำให้ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อคงที่ตลอดเวลา มีแรงยกเวทหนักๆ"
กินมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อก็ดูดีน๊าา แต่ว่ามนุษย์ออฟฟิศจะทำไงล่ะคะ มัวแต่มานั่งเบรคทุกๆ 2-3 ชั่วโมงสงสัยว่าเจ้านายจะเหล่เป็นแน่ เอ้า...อยากสวยก็อยาก อยากผอมก็ยิ่งอยาก แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ งั้นลองหาวิธีที่เหมาะและง่ายกับตัวเราก่อนดีกว่า เลือกแบบไหนที่เหมาะกับเรา เราชอบแบบไหน ก็จะทำแล้วได้ผลดีกว่า
1. ถ้าการทานมื้อย่อยแล้วคุณสามารถควบคุมแคลอรี่ได้ดี การทานมื้อย่อยก็จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้
2. ถ้าการทานมื้อย่อย คุณไม่สามารถควบคุมแคลอรี่ได้ มักจะกินเกินทุกๆ มื้อ เพราะมันน้อยเกินไป หรือกินไม่อิ่ม ก็จะส่งผลให้การลดน้ำหนักของคุณเป็นไปได้ช้ากว่าปกติ หรือแย่กว่านั้นคือ แทนที่น้ำหนักจะลดกลับเพิ่มขึ้นซะงั้น
3. ถ้าคุณไม่ชอบที่จะกินอะไรทีละเยอะๆ ก็แบ่งย่อยกินมื้อเล็กไปค่ะ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ยัดข้าวเป็นชามๆ
ทีนี้ก็มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของร่างกายเราก่อนนะคะ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย
1. กินเยอะกว่าที่เราใช้ (พลังงานมากเกินไป) เราก็อ้วน
กฏข้อแรกของความอ้วน คือการที่เราได้รับพลังงานมากเกินไป (ไม่ว่าจะมาจากโปรตีน ไขมัน แป้ง น้ำตาล ได้รับเยอะไปก็อ้วนเหมือนกันหมด) ข้อนี้ โทษตัวเองที่กินแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ และโทษตัวเองที่ไม่ค่อยออกกำลังกายได้เลย!
2. กินน้อยกว่าที่เราใช้ (พลังงานน้อย แต่ได้สารอาหารพอดีๆ) เราก็จะผอม
ทีนี้หากว่าเราได้รับพลังงานเพียงพอต่อที่เราต้องการ แต่มีการออกกำลังกายให้เกิดการ burn มากขึ้น เราก็จะเกิดการนำไขมันออกมาใช้ หรือไม่สะสมไขมันเพิ่ม ซึ่งปัจจัยหลักๆของการฟิตหุ่นก็มีสามข้อนี้
– การออกกำลัง แบบ Cardio เน้นการนำไขมันไปใช้ – การคุมอาหาร ไม่ให้กินมากเกินไป ทำให้เราไม่เก็บไขมันเพิ่ม – การออกกำลัง แบบ Weight Training เน้นการทำให้ร่างกายแข็งแรง ฟิต
ซึ่งทั้งสามอย่างนี้นี่แหละ ที่สำคัญมากต่อการฟิตหุ่นของเรา
แต่ถ้าเรากินน้อยกว่าที่เราใช้ แต่ขาดสารอาหาร เราก็จะผอมแบบโทรมๆ เหี่ยวๆ
3. ร่างกายเราปรับตัวได้ตามเวลาอาหารที่เรากิน
ที่นี้มาพูดถึงเวลาการกินกันบ้าง ในเมื่อร่างกายคนเรานั้น มีการปรับเวลาที่น้ำย่อยจะออกมา ตามพฤติกรรมการกินของเรา จึงทำให้คนที่กินไม่เป็นเวลา แบบไม่มีการวางแผน อาจจะเกิดปัญหาโรคกระเพราะได้ แต่การกินไม่ตามเวลาปกติ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ (คนที่ทำงานกลางคืน ก็ไม่ได้กินตามเวลาชาวบ้าน) เพราะพอเราทำอะไรเป็น pattern เดิมๆ ร่างกายก็จะปรับตัวได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าการพยายาม “หลอกร่างกาย” ด้วยการกินแบบแปลกๆ สุดท้ายร่างกายก็ปรับตัว รู้ทันอยู่ดี
ดังนั้น กินตามที่ปกติเรากิน เช่น ถ้าว่างกิน 3 มื้อ ก็กิน 3 มื้อ แต่ถ้าไม่ว่าง ก็สร้างพฤติกรรมให้เราสามารถกินได้ โดยไม่หิว ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ โดยไม่ต้องพยายามหาวิธี “แปลกๆ” มาทำให้ลำบาก
และอีกข้อที่เราควรรู้คือ ยิ่งกินหลายมื้อ ไม่ได้แปลว่าเราจะเผาผลาญพลังงานเยอะ
เพราะร่างกายเรา ใช้พลังงานในการ “ย่อยอาหาร” ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
แต่การเพิ่มจำนวนมื้อ ไม่ได้ช่วยทำให้เราเผาผลาญมากขึ้น เพราะร่างกายก็ยังย่อยอาหาร เท่าเดิม (ถ้าเรากินเท่าเดิมทั้งวัน)
หากว่าเป้าหมายของเราคือการลดไขมัน แต่ถ้าเรากินหลายมื้อ เช่น 4-6 มื้อ และได้รับพลังงานเยอะกว่าที่ควรจะได้รับ สุดท้ายก็อ้วนอยู่ดี!!
ดังนั้นเลือกให้เหมาะกับตัวเรานะคะ อยากหุ่นดีต้องใช้เวลา ที่สำคัญคือมีวินัยนะคะสาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลาย
สู้ไปด้วยกันกับป้าน๊าาาาา ฮึ๊บๆ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Drop Dead Healthy and Fitjunctions ค่ะ
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
กำจัด "มัน" ซะ!!!
คำว่า "อ้วน" แค่คิดก็เจ็บแปล๊บที่หัวใจใช่ไหมคะ?
เหตุเกิดจากคำว่า "ขี้เกียจ" ทำให้ป้าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยหัวใจ (อุ๊ย..ไม่ใช่) เริ่มจากช่วงที่ป่วยออดๆ แอดๆ เลยทำให้หยุดการออกกำลังกายไปสองเดือนกว่าๆ ส่งผลให้น้ำหนักตัวเด้งขึ้นมาแตะเลขหก!!! กรี๊ดดด เลยค่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยมาถึงจุดๆ นี้.... ไม่น๊าาาาา ต้องทำอะไรจริงจังสักอย่างแล้ว
รื้อค้นตำราเริ่มตั้งสติเพื่อวางแผนกำจัด "ไขมัน" อีกรอบค่ะ
ทางลัดไม่มีนะจ๊ะ เพราะกว่าจะเอาเข้าไปได้อวบขนาดนี้ก็ต้องใช้เวลาและจำนวนปริมาณอาหารสะสมกันตั้งเยอะ ครั้นจะให้ลด หด ในพริบตาก็คงจะเป็นไปไม่ได้เนอะ เอาล่ะมาดูกันว่าจะเริ่มจากตรงไหน
อย่างแรกก็ต้องมาคำนวณหาค่า BMR ของเรากันก่อนค่ะ
ค่า BMR ก็คือ Basal Metabolic Rate หมายถึง อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน
เช่น ถ้าคุณมีค่า BMR = 2000 แคลอรี่ หมายถึง ในชีวิตประจำวันของคุณจะเผาผลาญแคลอรี่ต่อวันเท่ากับ 2000 แคลอรี่ ในภาวะการดำรงชีวิตปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งค่า BMR ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สัดส่วนกล้ามเนื้อ อายุ เพศ ขนาดร่างกาย และฮอร์โมน ยกตัวอย่างเช่น เราเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมคนนั้นกินเยอะมากแต่ไม่ยักกะอ้วน ซึ่งหากไปศึกษาร่างกายของเค้าก็จะพบว่า ร่างกายคนเหล่านี้มีกล้ามเนื้อเยอะ และไม่ค่อยมีไขมัน เพราะว่ากล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าไขมัน 3-5 เท่า
ทีนี้ หากเราสามารถรู้ว่า ค่า BMR เราเท่ากับเท่าไร เราก็จะใช้หลักการ
แคลอรี่ IN น้อยกว่า แคลอรี่ OUT = ลดไขมัน หรือ ง่าย ๆ กินให้น้อยกว่า ค่า BMR นั้นเอง
เพราะบางคนออกกำลังกายทุกวันแต่กินเยอะ เลยไม่ผอมสักที เพราะฉะนั้น หาก เรารู้ค่า BMR และกินให้น้อยกว่าค่า BMR ก็มีชัยในการลดความอ้วนไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ
วิธีคำนวณ BMR ด้วยตัวเอง โดยใช้สูตรของ Mifflin St.Jeor (อ้างอิงสูตรจากวิกิพีเดีย)
ผู้ชาย: 10xน้ำหนักตัว + 6.25xความสูง + 5xอายุ + 5 = BMR
ผู้หญิง: 10xน้ำหนักตัว + 6.25xความสูง + 5xอายุ – 161 = BMR
ยกตัวอย่างตัวป้าเองก็จะคำนวณได้ว่า น้ำหนัก 60kg สูง 160cm อายุ 40ปี
BMR : 10×60 + 6.25×160 + 5×40 - 161 = 1639
หมายความว่าร่างกายของป้าต้องใช้พลังงานประมาณ 1639 แคลอรี่ต่อวันในการคงสภาพให้มีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ โดยอยู่เฉย ๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
หลังจากเราได้ค่าการเผาผลาญ (ฺBMR) ที่เป็นพลังงานเพียวๆเเบบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเเล้ว เราก็จะมาเพิ่มในส่วนของกิจกรรมอื่นๆ ตามลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือการไปออกกำลังกาย เพื่อหาค่าการเผาผลาญส่วนที่เพิ่มเติมลงไป (TDEE)
TDEE คือ Total Daily Energy Expenditure หรือ ค่าของพลังงานที่ใช้กิจกรรมอื่นในแต่ละวัน โดยเลือกจากกิจกรรมตาม list ด้านล่างค่ะ ค่าที่ออกมาจะได้ค่าของการเผาผลาญพลังงานที่เป็นค่าเพียวๆ เเละค่าจากการทำกิจกรรมร่วมกันค่ะ
x1.2 : ออกกำลังกายน้อย แบบนั่งทำงานอยู่กับที่ ไม่ค่อยขยับตัว
x1.375 : ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาเบาๆ อาทิตย์ละ 1-3 วัน
x1.55 : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ความหนักปานกลาง ไม่หนักไป ไม่เบาไป อาทิตย์ละ 3-5 วัน
x1.725 : ออกกำลังกายเยอะกว่าคนปกติ อาทิตย์ละ 6-7 วัน
x1.90 : ออกกำลังกายระดับนักกีฬา หรือทำกิจกรรมใช้แรงงานเยอะทุกวัน
ป้านั้นก็จัดอยู่ประเภท ออกกำลังกายเบาๆ จึงได้เท่ากับว่า
1639 X 1.375 = 2253.625 แคลอรี่
เพราะฉะนั้น ค่า BMR สุทธิของป้าก็คือ 2253.625 แคลอรี่ นั่นเอง
หมายถึง ในแต่ละวัน ร่างกายจะเผาผลาญอยู่ที่ 2253.625 แคลอรี่ หากป้ากินเยอะกว่าค่า BMR นั้นคือ ออกกำลังไปเหอะ เท่าไร ก็ไม่ลด
แต่หากควบคุมอาหาร ให้น้อยกว่า 2253.625 แคลอรี่ ร่างกายก็จะทยอย ลดไขมันไปได้เรื่อยๆ นั่นเอง
อย่าลืมนะคะ เคล็ดลับก็คือ กินให้น้อยกว่าค่า BMR ประมาณ 200-250 แคลอรี่ + เสริมสัดส่วนกล้ามเนื้อให้กับร่างกายเราเองเยอะ ๆ เพื่อจะเผาผลาญดีกว่า 3-5 เท่า + ออกกำลังกายสม่ำเสมอ = หุ่นเฟิร์มแน่นอน มาม่ะ...ใครจะร่วมแก๊งค์กำจัด "มัน" กับป้าบ้างเอ่ย เริ่มเลยนะ!! 1 2 3....ลุย!

ขอบคุณ ข้อมูลจากเวป http://www.lovefitt.com ด้วยนะคะ
เหตุเกิดจากคำว่า "ขี้เกียจ" ทำให้ป้าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยหัวใจ (อุ๊ย..ไม่ใช่) เริ่มจากช่วงที่ป่วยออดๆ แอดๆ เลยทำให้หยุดการออกกำลังกายไปสองเดือนกว่าๆ ส่งผลให้น้ำหนักตัวเด้งขึ้นมาแตะเลขหก!!! กรี๊ดดด เลยค่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยมาถึงจุดๆ นี้.... ไม่น๊าาาาา ต้องทำอะไรจริงจังสักอย่างแล้ว
รื้อค้นตำราเริ่มตั้งสติเพื่อวางแผนกำจัด "ไขมัน" อีกรอบค่ะ
ทางลัดไม่มีนะจ๊ะ เพราะกว่าจะเอาเข้าไปได้อวบขนาดนี้ก็ต้องใช้เวลาและจำนวนปริมาณอาหารสะสมกันตั้งเยอะ ครั้นจะให้ลด หด ในพริบตาก็คงจะเป็นไปไม่ได้เนอะ เอาล่ะมาดูกันว่าจะเริ่มจากตรงไหน
อย่างแรกก็ต้องมาคำนวณหาค่า BMR ของเรากันก่อนค่ะ
ค่า BMR ก็คือ Basal Metabolic Rate หมายถึง อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน
เช่น ถ้าคุณมีค่า BMR = 2000 แคลอรี่ หมายถึง ในชีวิตประจำวันของคุณจะเผาผลาญแคลอรี่ต่อวันเท่ากับ 2000 แคลอรี่ ในภาวะการดำรงชีวิตปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งค่า BMR ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สัดส่วนกล้ามเนื้อ อายุ เพศ ขนาดร่างกาย และฮอร์โมน ยกตัวอย่างเช่น เราเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมคนนั้นกินเยอะมากแต่ไม่ยักกะอ้วน ซึ่งหากไปศึกษาร่างกายของเค้าก็จะพบว่า ร่างกายคนเหล่านี้มีกล้ามเนื้อเยอะ และไม่ค่อยมีไขมัน เพราะว่ากล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าไขมัน 3-5 เท่า
ทีนี้ หากเราสามารถรู้ว่า ค่า BMR เราเท่ากับเท่าไร เราก็จะใช้หลักการ
แคลอรี่ IN น้อยกว่า แคลอรี่ OUT = ลดไขมัน หรือ ง่าย ๆ กินให้น้อยกว่า ค่า BMR นั้นเอง
เพราะบางคนออกกำลังกายทุกวันแต่กินเยอะ เลยไม่ผอมสักที เพราะฉะนั้น หาก เรารู้ค่า BMR และกินให้น้อยกว่าค่า BMR ก็มีชัยในการลดความอ้วนไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ
วิธีคำนวณ BMR ด้วยตัวเอง โดยใช้สูตรของ Mifflin St.Jeor (อ้างอิงสูตรจากวิกิพีเดีย)
ผู้ชาย: 10xน้ำหนักตัว + 6.25xความสูง + 5xอายุ + 5 = BMR
ผู้หญิง: 10xน้ำหนักตัว + 6.25xความสูง + 5xอายุ – 161 = BMR
ยกตัวอย่างตัวป้าเองก็จะคำนวณได้ว่า น้ำหนัก 60kg สูง 160cm อายุ 40ปี
BMR : 10×60 + 6.25×160 + 5×40 - 161 = 1639
หมายความว่าร่างกายของป้าต้องใช้พลังงานประมาณ 1639 แคลอรี่ต่อวันในการคงสภาพให้มีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ โดยอยู่เฉย ๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
หลังจากเราได้ค่าการเผาผลาญ (ฺBMR) ที่เป็นพลังงานเพียวๆเเบบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเเล้ว เราก็จะมาเพิ่มในส่วนของกิจกรรมอื่นๆ ตามลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือการไปออกกำลังกาย เพื่อหาค่าการเผาผลาญส่วนที่เพิ่มเติมลงไป (TDEE)
TDEE คือ Total Daily Energy Expenditure หรือ ค่าของพลังงานที่ใช้กิจกรรมอื่นในแต่ละวัน โดยเลือกจากกิจกรรมตาม list ด้านล่างค่ะ ค่าที่ออกมาจะได้ค่าของการเผาผลาญพลังงานที่เป็นค่าเพียวๆ เเละค่าจากการทำกิจกรรมร่วมกันค่ะ
x1.2 : ออกกำลังกายน้อย แบบนั่งทำงานอยู่กับที่ ไม่ค่อยขยับตัว
x1.375 : ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาเบาๆ อาทิตย์ละ 1-3 วัน
x1.55 : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ความหนักปานกลาง ไม่หนักไป ไม่เบาไป อาทิตย์ละ 3-5 วัน
x1.725 : ออกกำลังกายเยอะกว่าคนปกติ อาทิตย์ละ 6-7 วัน
x1.90 : ออกกำลังกายระดับนักกีฬา หรือทำกิจกรรมใช้แรงงานเยอะทุกวัน
ป้านั้นก็จัดอยู่ประเภท ออกกำลังกายเบาๆ จึงได้เท่ากับว่า
1639 X 1.375 = 2253.625 แคลอรี่
เพราะฉะนั้น ค่า BMR สุทธิของป้าก็คือ 2253.625 แคลอรี่ นั่นเอง
หมายถึง ในแต่ละวัน ร่างกายจะเผาผลาญอยู่ที่ 2253.625 แคลอรี่ หากป้ากินเยอะกว่าค่า BMR นั้นคือ ออกกำลังไปเหอะ เท่าไร ก็ไม่ลด
แต่หากควบคุมอาหาร ให้น้อยกว่า 2253.625 แคลอรี่ ร่างกายก็จะทยอย ลดไขมันไปได้เรื่อยๆ นั่นเอง
อย่าลืมนะคะ เคล็ดลับก็คือ กินให้น้อยกว่าค่า BMR ประมาณ 200-250 แคลอรี่ + เสริมสัดส่วนกล้ามเนื้อให้กับร่างกายเราเองเยอะ ๆ เพื่อจะเผาผลาญดีกว่า 3-5 เท่า + ออกกำลังกายสม่ำเสมอ = หุ่นเฟิร์มแน่นอน มาม่ะ...ใครจะร่วมแก๊งค์กำจัด "มัน" กับป้าบ้างเอ่ย เริ่มเลยนะ!! 1 2 3....ลุย!

ขอบคุณ ข้อมูลจากเวป http://www.lovefitt.com ด้วยนะคะ
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ทาแป้งผิด ชีวิตหมดสวย!
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าหน้าชั้นไม่ต้องทาแป้งก็สวยได้!!! เชื่อว่าอย่างน้อยทุกคนก็ต้องพึ่งพาอาศัยน้องแป้งกันทุกวันอยู่แล้วใช่ไหมคะ
“แป้ง” เครื่องสำอางที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร หากแต่คืออาวุธพื้นฐานของใบหน้าที่สวยเลยก็ว่าได้ ว่าง่ายๆ ว่า ถ้าทาแป้งดี วันนั้นคุณรอดแน่นอน แต่ถ้าวันไหนทาแป้งไม่ดี วันนั้นจะเป็นวันที่แย๊แย่สำหรับคุณเลยล่ะค่ะ และคุณจะรู้ได้ยังไงว่า แป้งที่ใช้อยู่ ทำคุณรอดหรือคุณร่วง มาดูกัน!
2.ทาแป้งในบริเวณอื่นมากจนเกินไป
ขอให้คงมั่นกับ บริเวณ T Zone ไว้ เมื่อต้องลงแป้ง อย่าให้ลามไปจนถึงไรผม เพราะการเอาแป้งจากไรผมนั่นจะทำให้คุณออกจากบ้านช้าไปอีกหลายนาทีเชียวค่ะ
“แป้ง” เครื่องสำอางที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร หากแต่คืออาวุธพื้นฐานของใบหน้าที่สวยเลยก็ว่าได้ ว่าง่ายๆ ว่า ถ้าทาแป้งดี วันนั้นคุณรอดแน่นอน แต่ถ้าวันไหนทาแป้งไม่ดี วันนั้นจะเป็นวันที่แย๊แย่สำหรับคุณเลยล่ะค่ะ และคุณจะรู้ได้ยังไงว่า แป้งที่ใช้อยู่ ทำคุณรอดหรือคุณร่วง มาดูกัน!
1.คุณใช้อุปกรณ์ในการลงรองพื้นผิด
บิวตี้เบลนเดอร์
หรือเจ้าฟองน้ำกลมๆ ที่เป็นขวัญใจของสาวๆนั้น แท้จริงแล้ว
เหมาะกับการลงรองพื้นในแบบที่ต้องการการปกปิดขั้นสุด ถ้าอยากได้ลุคเบาๆ
อาจจะใช้นิ้วมือเกลี่ยก็ได้2.ทาแป้งในบริเวณอื่นมากจนเกินไป
ขอให้คงมั่นกับ บริเวณ T Zone ไว้ เมื่อต้องลงแป้ง อย่าให้ลามไปจนถึงไรผม เพราะการเอาแป้งจากไรผมนั่นจะทำให้คุณออกจากบ้านช้าไปอีกหลายนาทีเชียวค่ะ
3.คุณเก็บแป้งไว้ในห้องน้ำ
แนะนำให้คุณเก็บแป้งไว้ใน
ห้องที่มีอากาศเย็น และแห้งสะอาดอย่างห้องนอนจะดีกว่า
เพราะแป้งนั้นจะจับตัวเป็นก้อนทันทีที่ได้รับความชื้น
จะมีอะไรแย่ไปกว่าแป้งที่จับตัวเป็นก้อนล่ะจริงไหมล่ะคะ
4.เลือกสีแป้งผิด
คุณอาจจะคิดแค่ คุณควรเลือกสีที่เข้ากับผิวหน้าของคุณหรือใกล้เคียงกับผิวหน้าคุณที่สุด แต่การใช้แป้งนั้นมีทริคอยู่เล็กน้อยค่ะ ถ้าคุณเป็นคนที่หน้ามัน
เลือกแป้งที่สว่างกว่าผิวเล็กน้อย
เพราะเมื่อแป้งเจอกับน้ำมันบนหน้าและเกิดการออกซิไดซ์ ทำให้แป้งอาจดรอปได้
เพราะฉะนั้นเลือกสีสว่างกว่าจะทำให้ลดอาหารหน้าหมองได้ดี
ส่วนสาวๆที่หน้าแห้ง ควรเลือกแป้งที่ใกล้เคียงสีผิว
เพราะไม่มีน้ำมันมากวนใจระหว่างวันนั่นเอง
5.เลือกสูตรไม่เหมาะสมกับผิว
หากคุณเป็นสาวหน้ามัน จงเลือกแป้งที่มีส่วนผสมของ TALC
เพราะจะช่วยดูดซับน้ำมันได้ดี ส่วนสาวหน้าแห้ง
การเลือกแป้งสูตรที่มาไฮยารูรอนิคแอซิด หรือสูตรที่ซิลิก้า
เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า
6.โบกแป้งให้หนัก
ถ้าไม่อยาก ดูโบ๊ะ กรุณาทาแป้งเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และใช้สเปรย์น้ำแร่ในการเซ็ตตัว ก็จะทำให้คุณได้ลุคแบบดิวอี้
7.ไม่เคยเอาแป้งส่วนเกินออก
รู้ไหมว่าทริคของดาราที่เวลาออกกล้อง แต่ทำไมหน้าถึงดูสว่างและเหมือนไม่ใช้แป้งเลยด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะเขาไม่เคยลืมปัดแป้งส่วนเกินออกจากหน้าน่ะสิ เพียงแค่ใช้แปรงสะอาดแปรงไปรอบๆ ใบหน้า แค่นี้ก็ออกจากบ้านได้สวยๆ แล้ว ส่วนวิธีการเช็คง่ายๆ ก็คือ ลองเซลฟี่ตัวเอง หากไม่พบรอยด่างขาวบนหน้า นั่นถือว่าผ่านแล้วล่ะค่ะ
8.ไม่ใช้มอยส์เจอไรเซอร์
หากอยากให้หน้าดูดีไปทั้งวัน อย่าลืมลงมอยส์เจอไรเซอร์เป็นอันขาดนะคะ
6.โบกแป้งให้หนัก
ถ้าไม่อยาก ดูโบ๊ะ กรุณาทาแป้งเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และใช้สเปรย์น้ำแร่ในการเซ็ตตัว ก็จะทำให้คุณได้ลุคแบบดิวอี้
7.ไม่เคยเอาแป้งส่วนเกินออก
รู้ไหมว่าทริคของดาราที่เวลาออกกล้อง แต่ทำไมหน้าถึงดูสว่างและเหมือนไม่ใช้แป้งเลยด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะเขาไม่เคยลืมปัดแป้งส่วนเกินออกจากหน้าน่ะสิ เพียงแค่ใช้แปรงสะอาดแปรงไปรอบๆ ใบหน้า แค่นี้ก็ออกจากบ้านได้สวยๆ แล้ว ส่วนวิธีการเช็คง่ายๆ ก็คือ ลองเซลฟี่ตัวเอง หากไม่พบรอยด่างขาวบนหน้า นั่นถือว่าผ่านแล้วล่ะค่ะ
8.ไม่ใช้มอยส์เจอไรเซอร์
หากอยากให้หน้าดูดีไปทั้งวัน อย่าลืมลงมอยส์เจอไรเซอร์เป็นอันขาดนะคะ
9.ล้างแปรงไม่บ่อยพอ
หากคุณคือคนหนึ่งที่ชอบแชร์เครื่องสำอางกับเพื่อน
แปรงถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรรักษาความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง
โดยอย่างน้อยขอให้ล้างเดือนละ 1 ครั้ง และใช้เพียงแค่แชมพูผสมน้ำเล็กน้อย
ล้างให้สะอาดและทิ้งให้แห้งบนผ้าขนหนูเท่านั้นเอง หรือใช้น้ำยาล้างแปรงที่สมัยนี้มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อเลยก็ยิ่งง่ายค่ะ
ที่มา : seventeen
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เป็นสิวไม่หายสักที...ต้องงดกินของพวกนี้นะจ๊ะ!!!
เคยไหมคะ อารมณ์หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ แต่งหน้าแต่งตัวยังไงก็ยังขัดใจกับสิว สิว สิว!!!
ใครที่ลองรักษาสิวยังไง๊ ยังไงก็ไม่ยอมหายสักที ลองหันมาใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินกันหน่อย
เพราะอาหารบางอย่างที่เรากินเข้าไปนั้นยิ่งไปกระตุ้นการเกิดสิวขึ้นอีก แล้วอาหารแบบไหนล่ะที่เข้าข่ายที่ควรลด ละ เลิก มาดูกันค่ะ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คืออาหารที่ควรหลีกหนีสำหรับคนเป็นสิว จริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวนั้นมีมากมายร้อยแปด แต่เรื่องอาหารการกินนั้นก็เป็นปัจจัยหลักๆที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกันค่ะ บางครั้งเรามัวแต่ไปรักษาจากภายนอกซึ่งอาจเป็นแค่การจัดการที่ปลายเหตุ ซึ่งการรักษาแบบนี้อาจไม่ทำให้สิวหายอย่างยั่งยืนได้ ดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำได้แบบนี้ละก็ ไม่นานสิวจะหาย หน้าใสจะกลับมาแน่นอนค่ะ
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ใครที่ลองรักษาสิวยังไง๊ ยังไงก็ไม่ยอมหายสักที ลองหันมาใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินกันหน่อย
เพราะอาหารบางอย่างที่เรากินเข้าไปนั้นยิ่งไปกระตุ้นการเกิดสิวขึ้นอีก แล้วอาหารแบบไหนล่ะที่เข้าข่ายที่ควรลด ละ เลิก มาดูกันค่ะ
1) นมวัว
ในนมวัวจะมีสารฮอร์โมนหลายชนิดซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากวัวเอง หรือเป็นฮอร์โมนที่วัวได้รับจากการเลี้ยง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะไประตุ้นการเกิดสิว อีกทั้งนมวัวเป็นโปรตีนที่ย่อยยาก การกินนมวัวก็อาจทำให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานหนัก ซึ่งก็อาจจะทำให้ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ไปกระตุ้นสิวได้อีก หากใครต้องการให้สิวหายควรงดดื่มนมวัวนะคะ แล้วไปหาอาหารที่มีโปรตีนสูงมาทดแทนก็ได้2) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล
ช่วงนี้ใครมีปาร์ตี้แล้วต้องก็ควรงดก่อนนะคะ โดยเฉพาะเบียร์ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากเราดื่มแอลกอฮอลล์มากๆ ร่างกายก็จะรีบขจัดน้ำที่เป็นของเสียออก ซึ่งออกมาเป็นปัสสาวะนั่นเอง แต่แอลกอฮอล์ลไม่ได้ออกไปอย่างเดียวสิ น้ำในร่างกาย ในผิวของเราก็ออกไปด้วย ทำให้เวลาที่เราดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลมากๆ จะรู้สึกว่าคอแห้ง ต้องการดื่มน้ำ เมื่อผิวของเราขาดน้ำร่างกายก็เลยขาดความสมดุลสารพิษก็ตกค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดการขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนังทำให้ผิวของเราแห้งอย่าเฉียบพลัน ลองสังเกตนะคะ ว่าเราจะคอแห้ง หิวน้ำบ่อย และส่งผลทำให้สิวมันผุดออกมาอีกด้วยนะจ๊ะ3) ขนมปัง เบเกอรี่ และของทอด
อาหารที่มีส่วนประกอบหลักเป็นแป้งกับ น้ำตาลไม่ควรกินอย่างยิ่ง เพราะการที่เรากินน้ำตาลเยอะๆจะทำให้เซลล์ผิวของเราเกิดการแบ่งตัวอย่างรวด เร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดไขมันไปอุดตันที่ผิวหนังได้ คุณจึงควรลดการบริโภคความหวานเสีย เพราะความหวานเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีสภาพเป็นกรด ทำให้เซลล์เกิดการอักเสบได้ง่าย จึงไม่ดีกับผิวที่เป็นสิวแน่ ๆ แถมยังส่งผลเสียกับระบบฮอร์โมนอีกต่างหาก เมื่อบริโภคหวานมากไป อินซูลินจะถูกหลั่งออกมามากขึ้น และอินซูลินที่ไหลพรั่งพรูก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนอื่น ๆ ให้หลั่งออกมาผิดปกติอีกเช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือฮอร์โมนแห่งความเครียด ด้วยเหตุนี้ทำให้เวลาที่เรากินพวกขนมปัง ของทอดๆ มันฝรั่งกรุบกรอบ แล้วสิวชอบขึ้นแถมรักษาไม่ค่อยหายก็เพราะแบบนี้นี่เอง4) ของหมักดอง
อาหารจำพวกนี้ ถือว่าเป็นของแสลงนะคะ บางคนกินแล้วแพ้ ผิวหนังดำไหม้และอักเสบ หากยิ่งเป็นสิวแล้วด้วย ไม่อยากคิดเลย อาการหนักแน่ๆ ทีเดียว สิวเห่อแน่ๆ งดได้ควรงดเลยค่ะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คืออาหารที่ควรหลีกหนีสำหรับคนเป็นสิว จริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวนั้นมีมากมายร้อยแปด แต่เรื่องอาหารการกินนั้นก็เป็นปัจจัยหลักๆที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกันค่ะ บางครั้งเรามัวแต่ไปรักษาจากภายนอกซึ่งอาจเป็นแค่การจัดการที่ปลายเหตุ ซึ่งการรักษาแบบนี้อาจไม่ทำให้สิวหายอย่างยั่งยืนได้ ดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำได้แบบนี้ละก็ ไม่นานสิวจะหาย หน้าใสจะกลับมาแน่นอนค่ะ
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
โลชั่นอะไรใช้แล้วผิวดี๊ดี
สมัยนี้ใครๆ ก็ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่ผู้หญิงเราๆ นะคะ สาวๆ จ๋าาาา...เคยเห็นผู้ชายผิวสวยมั้ยล๊าาา!! เล่นเอาพวกเราอายเลยก็มีน๊าาา ใช่ป้ะ! ดังนั้น ผู้หญิง..อย่าหยุดทำตัวเองให้สวยนะคะต้องรู้จักคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองดูสวยสดใสอยู่เสมอ
แต่การที่จะสวยได้นั้นก็ต้องรู้จักวิธีการดูแลรักษาตัวเองอย่างถูกต้อง
ไม่เว้นแม้แต่การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งต้องรู้ถึงวิธีที่ถูกต้องในการใช้กันด้วยนะคะ การเลือกโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองนะคะ
เนื่องจากสภาพผิวของคนเรานั้นแตกต่างกัน
การรู้จักเลือกนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเลยค่ะ
บางคนอาจมีผิวแห้งมากจนลอกแตกเป็นขุย แต่บางคนกลับไม่เป็นอย่างนั้น
เพื่อให้สาวๆใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เสียเงินเลือกซื้อมาได้มากที่สุด
ควรทำตามขั้นตอนดังนี้
1. โดยปกติสาวๆ มักทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วงเวลาของการทาโลชั่นที่ดีและได้ผลต่อสุขภาพผิวที่สุด ก็คือทาหลังอาบน้ำ ขณะที่ผิวแห้งแล้วแบบหมาดๆ ซึ่งเปรียบเหมือนกับฟองน้ำ เพื่อให้เนื้อครีมได้ซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย และคงความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด เนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาที่รูขุมขุนกำลังเปิดรับความชุ่มชื้น และได้คุณค่าการบำรุงผิวที่ล้ำลึก แต่ไม่ใช่แค่หลังอาบน้ำเท่านั้นนะคะ ก่อนนอนก็ทาซ้ำอีกรอบ เพื่อช่วยเร่งให้ผิวพรรณได้ฟื้นฟูตัวเองในขณะที่เราหลับสนิท ยิ่งคนที่นอนในห้องแอร์ด้วยแล้วอาจจะทำให้ผิวของคุณแห้งมากเป็นพิเศษ จึงต้องบำรุงผิวก่อนนอนด้วย หมั่นทาบ่อยๆ แบบนี้ ตื่นนอนขึ้นมาคุณจะพบว่าผิวของคุณผุดผ่อง มีออร่า กระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกกันเลยทีเดียวค่ะ ข้อสำคัญคือ ต้องวอร์มเนื้อครีมให้อุณหภูมิเท่ากับผิว โดยการถูครีมวนไปมาบนฝ่ามือทั้งสองข้างสักประมาณ 5-10 วินาที หรือจนรู้สึกว่าเนื้อครีมอุ่นขึ้นแล้ว ถึงจะปฏิบัติการชโลมครีมลงบนผิวนั้นนะคะ จะช่วยทำให้เนื้อครีมซึบซาบลงสู่ผิวได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. การทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวสามารถช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต และทำให้ผิวของคุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ โดยขณะทาโลชั่นให้นวดกดลงน้ำหนักเล็กน้อยที่ฝ่ามือแล้วทากดนวดวนซ้ำช้า ๆ ทั้งตัว และเน้นตามจุดต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะผิวช่วงบริเวณต้นขา ต้นแขน แผ่นหลัง และหน้าท้อง
3. การทาโลชั่นบริเวณแขน โดยการที่ถูกวิธีนั้นควรเริ่มทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นแขนด้าน ท้องแขนก่อน แล้วค่อยทาวนขึ้นหลังแขน
4. การทาโลชั่นบริเวณต้นขา ช่วงขาและเท้า ควรเริ่มที่ต้นขาก่อน แล้วค่อยทาวนจากต้นขาไปปลายขาและควรเน้นทาที่บริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้างเป็น พิเศษ เนื่องจากสาวๆบางคนอาจใส่กระโปรงสั้นทั้งวันไปเรียนหรือทำงาน ทำให้ขาสัมผัสอากาศเย็นจากข้างนอกหรือในห้องแอร์มากเป็นพิเศษ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ตอนหน้าหนาวผิวช่วงขาของคุณผู้หญิงจะสามารถแห้งและแตกเป็นขุยง่ายได้นั่นเองค่ะ
5. การทาครีมที่เท้าและฝ่าเท้า ควรทาทั้งสองด้าน คือด้านบนและด้านฝ่าเท้า และควรใช้นิ้วและฝ่ามือ นวดกดเบาๆ ที่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล่าของผิวบริเวณด้าน ฝ่าเท้าและยังช่วยการไหลเวียนโลหิตดีขึ้นด้วยค่ะ
ฝากนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันด้วยนะจ๊ะ ทีนี้ สาวๆ ก็จะได้มีผิวสวยกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะใช้โลชั่นยี่ห้ออะไรก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://beautifulstarthere.com/
http://th.mabrisbane.com/health-beauty/
http://www.todayhealth.org/beauty-and-fitness/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
1. โดยปกติสาวๆ มักทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วงเวลาของการทาโลชั่นที่ดีและได้ผลต่อสุขภาพผิวที่สุด ก็คือทาหลังอาบน้ำ ขณะที่ผิวแห้งแล้วแบบหมาดๆ ซึ่งเปรียบเหมือนกับฟองน้ำ เพื่อให้เนื้อครีมได้ซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย และคงความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด เนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาที่รูขุมขุนกำลังเปิดรับความชุ่มชื้น และได้คุณค่าการบำรุงผิวที่ล้ำลึก แต่ไม่ใช่แค่หลังอาบน้ำเท่านั้นนะคะ ก่อนนอนก็ทาซ้ำอีกรอบ เพื่อช่วยเร่งให้ผิวพรรณได้ฟื้นฟูตัวเองในขณะที่เราหลับสนิท ยิ่งคนที่นอนในห้องแอร์ด้วยแล้วอาจจะทำให้ผิวของคุณแห้งมากเป็นพิเศษ จึงต้องบำรุงผิวก่อนนอนด้วย หมั่นทาบ่อยๆ แบบนี้ ตื่นนอนขึ้นมาคุณจะพบว่าผิวของคุณผุดผ่อง มีออร่า กระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกกันเลยทีเดียวค่ะ ข้อสำคัญคือ ต้องวอร์มเนื้อครีมให้อุณหภูมิเท่ากับผิว โดยการถูครีมวนไปมาบนฝ่ามือทั้งสองข้างสักประมาณ 5-10 วินาที หรือจนรู้สึกว่าเนื้อครีมอุ่นขึ้นแล้ว ถึงจะปฏิบัติการชโลมครีมลงบนผิวนั้นนะคะ จะช่วยทำให้เนื้อครีมซึบซาบลงสู่ผิวได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. การทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวสามารถช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต และทำให้ผิวของคุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ โดยขณะทาโลชั่นให้นวดกดลงน้ำหนักเล็กน้อยที่ฝ่ามือแล้วทากดนวดวนซ้ำช้า ๆ ทั้งตัว และเน้นตามจุดต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะผิวช่วงบริเวณต้นขา ต้นแขน แผ่นหลัง และหน้าท้อง
3. การทาโลชั่นบริเวณแขน โดยการที่ถูกวิธีนั้นควรเริ่มทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นแขนด้าน ท้องแขนก่อน แล้วค่อยทาวนขึ้นหลังแขน
4. การทาโลชั่นบริเวณต้นขา ช่วงขาและเท้า ควรเริ่มที่ต้นขาก่อน แล้วค่อยทาวนจากต้นขาไปปลายขาและควรเน้นทาที่บริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้างเป็น พิเศษ เนื่องจากสาวๆบางคนอาจใส่กระโปรงสั้นทั้งวันไปเรียนหรือทำงาน ทำให้ขาสัมผัสอากาศเย็นจากข้างนอกหรือในห้องแอร์มากเป็นพิเศษ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ตอนหน้าหนาวผิวช่วงขาของคุณผู้หญิงจะสามารถแห้งและแตกเป็นขุยง่ายได้นั่นเองค่ะ
5. การทาครีมที่เท้าและฝ่าเท้า ควรทาทั้งสองด้าน คือด้านบนและด้านฝ่าเท้า และควรใช้นิ้วและฝ่ามือ นวดกดเบาๆ ที่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล่าของผิวบริเวณด้าน ฝ่าเท้าและยังช่วยการไหลเวียนโลหิตดีขึ้นด้วยค่ะ
ฝากนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันด้วยนะจ๊ะ ทีนี้ สาวๆ ก็จะได้มีผิวสวยกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะใช้โลชั่นยี่ห้ออะไรก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://beautifulstarthere.com/
http://th.mabrisbane.com/health-beauty/
http://www.todayhealth.org/beauty-and-fitness/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ทำไมต้องเป็น Aeycessories
ขอใช้พื้นที่นี้เล่าเรื่องราวย่อๆ ของป้านะคะ
เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือนมาเป็นเวลาเกือบสี่สิบปี (ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น) ป้าไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไร ต้องทำมาหากินเองตั้งแต่เด็กๆ ก็เพราะความไม่พร้อม งานประจำที่ทำอยู่ในตอนนี้ก็มีตำแหน่งหน้าที่ค่อนข้างจะดี แต่ก็ยังคงมีภาระที่ต้องจัดการอีกเยอะ จึงมองหางานเสริมที่จะมีรายได้เพิ่มเติมนอกจากเงินเดือน แต่ก็เลือกอีกนะ..งานพวกขายตรง ขายประกัน ไม่ใช่อ่ะค่ะ ไม่ถนัด ไม่ใช่ตัวเอง เลยขอผ่าน อยากเป็นตัวแทนขายของก็เรื่องเยอะอีกว่า "ถ้าไม่เคยลองใช้เอง จะไม่กล้าขายให้คนอื่น" กว่าจะได้กว่าจะโดนก็ลองผิดลองถูกมาเยอะค่ะ
เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือนมาเป็นเวลาเกือบสี่สิบปี (ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น) ป้าไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไร ต้องทำมาหากินเองตั้งแต่เด็กๆ ก็เพราะความไม่พร้อม งานประจำที่ทำอยู่ในตอนนี้ก็มีตำแหน่งหน้าที่ค่อนข้างจะดี แต่ก็ยังคงมีภาระที่ต้องจัดการอีกเยอะ จึงมองหางานเสริมที่จะมีรายได้เพิ่มเติมนอกจากเงินเดือน แต่ก็เลือกอีกนะ..งานพวกขายตรง ขายประกัน ไม่ใช่อ่ะค่ะ ไม่ถนัด ไม่ใช่ตัวเอง เลยขอผ่าน อยากเป็นตัวแทนขายของก็เรื่องเยอะอีกว่า "ถ้าไม่เคยลองใช้เอง จะไม่กล้าขายให้คนอื่น" กว่าจะได้กว่าจะโดนก็ลองผิดลองถูกมาเยอะค่ะ
กระโดดข้ามมาถึงตอนที่เริ่มต้นอาชีพแม่ค้าออนไลน์
ด้วยการเป็นตัวแทนจำหน่าย Skin Care แบรนด์ "ฮายาลิต้า" (HAYALITA)
การที่เลือกเป็นตัวแทนของแบรนด์นี้เพราะลองใช้เองแล้วดี ไม่เป็นอันตราย
ดูกระทั่งตัวเจ้าของแบรนด์น้องฮาญ่า ซึ่งเป็นมุสลิมที่ชัดเจน
มั่นใจได้ว่าไม่หลอกลวงและเอาเปรียบผู้บริโภค
จึงเริ่มต้นใช้เงินลงทุนก้อนนึงสมัครเป็นตัวแทนหลักเมื่อสองปีที่ผ่านมาจน
ถึงตอนนี้
อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิง แบรนด์ "สาวใหญ๋" (SAOYAI) แรกๆ ก็ไม่ค่อยโอเคนักกับชื่อแบรนด์ ฟังดูส่อไปในทางเอ็กซ์ๆ ยังไงไม่รู้ 555 แต่ก็ลองเปิดใจ ลองใช้ ลองกินเองก่อน จนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสาวใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจเป็นตัวแทนก็เพราะมั่นใจในคุณภาพ ว่าปลอดภัย และได้ผลจริงๆ การันตีจากความรู้ของบอสรุ้งเจ้าของแบรนด์ที่มีดีกรีเป็นแพทย์แผนโบราณ รวมถึงบอสเรียวที่มุ่งมั่นสร้างช่องทางการตลาดส่งเสริมตัวแทนอย่างดีมาก รวมถึงมิตรภาพของตัวแทนที่อยู่กันอย่างพี่ๆ น้องๆ แม้ว่าแต่ละคนก็จะมีบุคลิกคาแลคเตอร์ต่างกันไป sexy บ้าง ก็แล้วแต่แนวทางของเขา แต่ป้ายึดเอาในคุณภาพของสินค้ามากกว่าอย่างอื่น อยู่ด้วยกันมาจะสองปีแล้วเหมือนกันนะเนี่ย
มีสินค้าคุณภาพดีที่อยากแนะนำเข้ามาเพิ่มเติมอีกคือ MY Matcha เป็นชาเขียวออร์แกรนิคที่ดีต่อสุขภาพ และน้ำหอมออนไลน์ Troposphere รวมถึงแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดอย่าง SEVENTEEN ด้วยนะคะ
จนมาถึงจุดนี้ ป้ามีความตั้งใจอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง แต่ด้วยความพร้อมที่ยังไม่สุกงอมดี จึงขอค่อยๆ เริ่มด้วยการทำเพจร้านชื่อ Aeycessories (อ่านว่า เอ๋-เซสเซอรี่) ซึ่งได้ไอเดียดี๊ดีนี้มาจากคนใกล้ตัวคือพี่ล่ำนั่นเอง เพจนี้ก็ตั้งใจว่าจะเป็นที่ๆ ทุกคนเข้ามาพูดคุยปรึกษาปัญหาเรื่องการดูแลตัวเองให้ดูดี จากสิ่งที่ป้าลองผิดลองถูกมาจนอายุปาไปหลักสี่แล้ว ยินดีแนะนำสิ่งดีดีให้ทุกๆ คน ใครที่มีปัญหาเรื่องอะไร ต้องการคำแนะนำ คำปรึกษา ป้าจัดชุดสินค้าเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของทุกคน และยังมีเป้าหมายอยากจะใช้เป็นที่เลือกเปลี่ยนชี้เป้าแนะนำร้านค้าดีดีของ บรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกันด้วยค่ะ
แม้ว่าจะเป็นเพียงความฝันของป้า แต่ก็ตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุดค่ะ เริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้เล็กๆ น้อยๆ นี่ล่ะ ป้าจริงใจและชัดเจน ไม่แอบค่ะ ก็แม่ค้าย่อมอยากขายของได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่เคยยัดเยียดอะไรให้คนอื่นนะคะ เราไม่ชอบอะไรก็จะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่นเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ ขอบคุณมิตรภาพดีดีที่มีให้ป้าเสมอมานะคะ สัญญาว่าจะตั้งใจทำไปนานๆ จนกว่าจะเบื่อกันเนอะ เลิฟยูว์...
ฝากติดตามและเป็นเพื่อนกันที่เพจ https://www.facebook.com/Aeycessories/ ด้วยนะคะ
"ป้าหน้ามั่นสายสวย"
อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิง แบรนด์ "สาวใหญ๋" (SAOYAI) แรกๆ ก็ไม่ค่อยโอเคนักกับชื่อแบรนด์ ฟังดูส่อไปในทางเอ็กซ์ๆ ยังไงไม่รู้ 555 แต่ก็ลองเปิดใจ ลองใช้ ลองกินเองก่อน จนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสาวใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจเป็นตัวแทนก็เพราะมั่นใจในคุณภาพ ว่าปลอดภัย และได้ผลจริงๆ การันตีจากความรู้ของบอสรุ้งเจ้าของแบรนด์ที่มีดีกรีเป็นแพทย์แผนโบราณ รวมถึงบอสเรียวที่มุ่งมั่นสร้างช่องทางการตลาดส่งเสริมตัวแทนอย่างดีมาก รวมถึงมิตรภาพของตัวแทนที่อยู่กันอย่างพี่ๆ น้องๆ แม้ว่าแต่ละคนก็จะมีบุคลิกคาแลคเตอร์ต่างกันไป sexy บ้าง ก็แล้วแต่แนวทางของเขา แต่ป้ายึดเอาในคุณภาพของสินค้ามากกว่าอย่างอื่น อยู่ด้วยกันมาจะสองปีแล้วเหมือนกันนะเนี่ย
มีสินค้าคุณภาพดีที่อยากแนะนำเข้ามาเพิ่มเติมอีกคือ MY Matcha เป็นชาเขียวออร์แกรนิคที่ดีต่อสุขภาพ และน้ำหอมออนไลน์ Troposphere รวมถึงแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดอย่าง SEVENTEEN ด้วยนะคะ
จนมาถึงจุดนี้ ป้ามีความตั้งใจอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง แต่ด้วยความพร้อมที่ยังไม่สุกงอมดี จึงขอค่อยๆ เริ่มด้วยการทำเพจร้านชื่อ Aeycessories (อ่านว่า เอ๋-เซสเซอรี่) ซึ่งได้ไอเดียดี๊ดีนี้มาจากคนใกล้ตัวคือพี่ล่ำนั่นเอง เพจนี้ก็ตั้งใจว่าจะเป็นที่ๆ ทุกคนเข้ามาพูดคุยปรึกษาปัญหาเรื่องการดูแลตัวเองให้ดูดี จากสิ่งที่ป้าลองผิดลองถูกมาจนอายุปาไปหลักสี่แล้ว ยินดีแนะนำสิ่งดีดีให้ทุกๆ คน ใครที่มีปัญหาเรื่องอะไร ต้องการคำแนะนำ คำปรึกษา ป้าจัดชุดสินค้าเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของทุกคน และยังมีเป้าหมายอยากจะใช้เป็นที่เลือกเปลี่ยนชี้เป้าแนะนำร้านค้าดีดีของ บรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกันด้วยค่ะ
แม้ว่าจะเป็นเพียงความฝันของป้า แต่ก็ตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุดค่ะ เริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้เล็กๆ น้อยๆ นี่ล่ะ ป้าจริงใจและชัดเจน ไม่แอบค่ะ ก็แม่ค้าย่อมอยากขายของได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่เคยยัดเยียดอะไรให้คนอื่นนะคะ เราไม่ชอบอะไรก็จะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่นเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ ขอบคุณมิตรภาพดีดีที่มีให้ป้าเสมอมานะคะ สัญญาว่าจะตั้งใจทำไปนานๆ จนกว่าจะเบื่อกันเนอะ เลิฟยูว์...
ฝากติดตามและเป็นเพื่อนกันที่เพจ https://www.facebook.com/Aeycessories/ ด้วยนะคะ
"ป้าหน้ามั่นสายสวย"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

























