วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

จักระ คืออะไร ?

 จักระ คืออะไร ? หลายคนคงจะสงสัย คำว่าจักระ เป็นคำในภาษาสันสฤต แปลว่า การหมุนเวียนแบบกงล้อ ซึ่งในร่างกายของคนเรานั้นมีการหมุนเวียนพลังงานเปรียบเสมือนกงล้อจักระ โดยในการหมุนนั้นจะมีคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันไปในการรับและส่งพลังงาน เพื่อใช้ในกิจกรรมที่แตกต่างกันตามจักระแต่ละจุด ทุกจุดจะมีความเคลื่อนไหวและส่งพลังงานแสงออกมาในขณะที่เราทำอิริยาบถต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว และสีสันนั้นมีส่วนที่สัมพันธ์กับจักระเนื่องจาก สีแต่ละสีมีความยาวคลื่นที่ต่างกัน และสามารถกระตุ้นจักระตามจุดต่างๆให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลต่อสติปัญญา สุขภาพกายและใจที่ดี สุขภาพผิวดี เรามาดุกันเลยค่ะ ว่าจักระนั้นอยู่ตรงส่วนไหนบ้าง จักระในร่างกายของคนเรามีทั้งหมด 7 จุดด้วยกัน คือ


จักระทั้ง 
มีดังต่อไปนี้


จักระที่ มูลธารจักระ (The Base Chakra)
ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง มี เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ ทับทิม โกเมน

จักระที่ สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra)
ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม มี เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง

จักระที่ มณีปุระจักระ (The Solar Plexus Chakra)
ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง มี 10 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ บุษราคัม ซิทริน

จักระที่ อนาหตะจักระ (The Heart Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว มี 12 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ มรกต เพอริโด

จักระที่ วิสุทธิจักระ (The Throat Chakra)
ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน มี 16 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ อะคัวมารีน

จักระที่ อาชณะจักระ (The Third Eye Chakra)
ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม มี 96 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์

จักระที่ สหัสธารจักระ (The Crown Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีม่วง มี 972 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ คือ อะมีธีสต์


source:http://amrobon.blogspot.com/2015/08/crystal-healing.html
http://www.hinsee.com/article/7/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-7-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94 



วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565

“เมารถ” วิธีแก้ง่าย ๆ แค่ใส่แว่นกันแดด"

 

“เมารถ” วิธีแก้ง่าย ๆ แค่ใส่แว่นกันแดด"



ADECREASE FONT SIZE. ARESET FONT SIZE. AINCREASE FONT SIZE.

อาการเมารถ เกิดจากสมองสับสนระหว่างสัญญาณสายตากับหูชั้นในเกี่ยวกับการทรงตัว เช่น เวลานั่งรถ หูรับรู้ว่านั่งนิ่ง  ๆ  แต่ตามองเห็นว่ามีการเคลื่อนไหว ทำให้มีอาการเมารถ มึน คลื่นไส้อาเจียน

วิธีแก้ไข

  • เลือกที่นั่งนิ่ง ๆ เช่น โซนกลางรถ ชั้นล่างสุด หรือแถวหน้า
  • มองไปที่ไกล ๆ อย่าอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์
  • กินยาแก้เมารถก่อนออกเดินทาง 30 นาที เช่น ยาไดเมนไฮดริเนทโปรเมทาซีน เป็นต้น ควรระวังผลข้างเคียง เช่น อาการง่วง จึงหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ
  • การใส่แว่นกันแดดหรือหลับตาอาจช่วยบรรเทาอาการเมารถได้

  • credit:https://tinyurl.com/ydwft7yn
    https://cdn.images.express.co.uk/img/dynamic/24/590x/Motion-sickness-974849.jpg?r=1533698056399

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ


กล้ามเนื้อ คือ ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ช่วยออกแรงและเคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่พยุงและปรับเปลี่ยนท่าทาง การเคลื่อนที่ไปมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น หัวใจบีบตัว หรืออาหารเคลื่อนตัวในระบบย่อยอาหาร โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายมีกล้ามเนื้อ 600 มัด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
     -กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle/Striated Muscle)
     -กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle)
     -และกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle/Myocardium)
เราสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อลายได้ เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตและมีอยู่หลายแห่งตามร่างกาย



กล้ามเนื้อหาย เหตุผลสำคัญที่ควรเพิ่มกล้ามเนื้อ
ความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายจะฝ่อลงตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) จะเกิดขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี โดยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนใหญ่แล้ว ร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อร้อยละ 25 อีกครั้งเมื่ออายุ 90 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อและผู้ที่อายุมากขึ้นมีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกเร็ว (Fast-Twitch Fibers) ซึ่งเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อสำหรับทำกิจกรรมที่ใช้พลังมหาศาล มีอัตราการสลายตัวมากกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกช้า (Slow-Twitch Fibers)


ภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อส่งผลต่อร่างกายหลายอย่าง ส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ลำบากขึ้น ทั้งนี้ ยังทำให้ทรงตัวได้ยากเมื่อต้องเคลื่อนไหวไปมาหรือยืนนิ่ง ๆ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการตกที่สูง ผู้ที่กระดูกอ่อนแอและตกจากที่สูงอาจทำให้กระดูกสะโพก ข้อมือ หรือขาหักได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะอันตรายรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรงมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ทำให้หัวใจไม่บีบตัวมากเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ ส่งผลให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ อันเป็นวิธีป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 และควบคุมน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออันส่งผลดีต่อสุขภาพ

กินอย่างไรช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ
วิธีเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารซึ่งทำได้ ดังนี้
  • ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปแล้ว ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างทำกิจกรรมที่หนักมากทุก 15 นาที ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงต่อสุขภาพได้
  • รับสารอาหารให้ครบถ้วน ผู้ที่เพิ่มกล้ามเนื้อจำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
    • รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายในปริมาณอย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  (อาหาร 1 ส่วน มีปริมาณ 140 กรัม) เช่น เลือกรับประทานแอปเปิ้ล กล้วย ลูกแพร์ หรือผลไม้อื่นที่มีขนาดและน้ำหนัก 80 กรัม สับปะรดหรือแตงโมหั่นเป็นชิ้น หรือผัก 3 ช้อนโต๊ะพูน
    • ไม่อดแป้ง ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งเป็นอาหารหลักทุกมื้อ เนื่องจากแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกาย เช่น รับประทานมันต้มทั้งเปลือก เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามิน รวมทั้งเลือกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นพาสต้าโฮลวีต หรือขนมปังขาวที่มีไฟเบอร์สูง อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เนื่องจากจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ควรแบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการอดแป้ง เนื่องจากร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากหากได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
    • รับประทานผลิตภัณฑ์นม นมและผลิตภัณฑ์เนยนมต่าง ๆ นับเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ควรเลือกรับประทานนมและผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย รวมทั้งเลือกรับประทานแหล่งโปรตีนที่ไม่ปรุงแต่งรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตจากถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง เป็นต้น
    • รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่าง ๆ ผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่าง ๆ ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ และโปรตีนอื่น ๆ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี วิตามินบี 12 แต่ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและลอกหนังก่อนรับประทานเพื่อลดไขมัน ส่วนเนื้อปลาซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินที่สำคัญ ควรรับประทานให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ส่วน รวมทั้งรับประทานน้ำมันปลาซึ่งอุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3
    • รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำในปริมาณน้อย  เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืชอื่น ๆ รวมทั้งเลี่ยงการบริโภคอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เช่น ช็อกโกแลต ขนมเค้ก บิสกิต น้ำอัดลม เนย หรือไอศกรีม เนื่องจากการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูง ขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ส่วนการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะอ้วนและฟันผุ
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีน ผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ อาจรับประทานขนมหรือของว่างโปรตีนสูงได้ เช่น เนยแข็งคอจเตจ ชีสแบบแท่ง โปรตีนบาร์ โปรตีนเชค หรือผงโปรตีนสำหรับละลายในน้ำหรือนมไขมันต่ำ
นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเสริมโปรตีนสำหรับเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย เช่น รับประทานกรีกโยเกิร์ตกับมูสลี่หรือผลไม้ตอนเช้าแทนการรับประทานนมกับอาหารเช้าซีเรียล ส่วนการเลือกอาหารเสริมโปรตีนอื่น ๆ ควรเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ อ่านฉลากก่อนรับประทานทุกครั้งอย่างละเอียด รวมทั้ง รับประทานอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรรับประทานมากเกินจำเป็น ที่สำคัญ ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อกระตุ้นและสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง ทำลายไตและหัวใจโดยตรง ตับเสียหาย และส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์







ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ
นอกจากปรับเปลี่่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กัน การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) คือการออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายแบบ
แอโรบิกเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เมื่อนำรูปแบบการออกกำลังกายดังกล่าวมาเข้าร่วมกับการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงต้านน้ำหนักที่เราใช้ในการออกกำลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมากกว่าเดิม กลายเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้นานหลังจากหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายลักษณะนี้มีหลายชนิด ได้แก่
บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีดังนี้
  • วิดพื้น (Push Up) วางมือทั้งสองข้างบนพื้นไม่ให้ล้ำหน้าหัวไหล่ ยืดแขนจนสุด เหยียดขาให้ตรงโดยหัวเข่าไม่แตะพื้น จากนั้นงอข้อศอกให้หน้าอกลดต่ำลง ห่างจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว แล้วดันตัวขึ้นมาจากพื้น
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip) นั่งชันเข่าขึ้นมา วางฝ่าเท้าเต็มพื้น วางฝ่ามือราบไปกับพื้นด้านหลังโดยหันมือให้นิ้วเข้าหาลำตัวที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นยกสะโพกขึ้นจากพื้น พร้อมกับค่อย ๆ งอศอกพร้อมกับลดลำตัวจนถึงพื้น แล้วดันกลับขึ้นมา ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 12-15 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • สควอท (Squat) ยืนกางเท้าให้กว้างเท่ากับไหล่ ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวหรือยกแขนยื่นไปข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไป โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและหลังตรง ระวังอย่างอเข่าจนหัวเข่าเลยปลายเท้า ทำซ้ำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • บริหารขา (Lunge) ยืนในท่าเตรียมโดยก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จากนั้นงอเข่าซ้ายช้า ๆ พร้อมกับย่อตัวลงไปจนขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าแล้วค่อยกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น ควรให้หลังตรงและไม่งอเข่าจนเลยปลายเท้า ทำเช่นนี้ 15-24 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง
  • บริหารหน้าท้อง (Crunch) นอนราบบนพื้น ชันเข่าขึ้นมา มือแตะหลังหู โดยให้หลังส่วนล่างแนบไปพื้น จากนั้้นยกแนวไหล่ทั้งสองข้างขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อยกลับไปอยู่ท่าเดิม ไม่ควรกดคางแนบกับอกหรือใช้มือดึงคอขึ้นมา ทำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) นอนคว่ำไปบนพื้น ยื่นมือออกไปข้างหน้าหรือเอามือไว้ที่ขมับ เหยียดขาและปลายเท้าราบบนพื้น จากนั้นยกไหล่ขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อย ๆ กลับไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฟรีเวท (Free Weight) การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อชนิดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานพร้อมกัน โดยฟรีเวทคือการออกกำลังที่ใช้บาร์เบลหรือดัมเบล ซึ่งมีท่าประกอบ ดังนี้
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหน้าแขน (Curls) ท่านี้เล่นได้ทั้งแบบฟรีเวทและเล่นกับเครื่องเล่นเวท โดยเลือกเวทที่สามารถยกได้ 8-12 ครั้ง ส่วนผู้ที่เล่นกล้ามเนื้อหน้าแขนแบบฟรีเวท ควรเลือกดัมเบลหรือบาร์เบลที่ไม่ทำให้แขนแกว่ง สามารถแนบศอกไว้ข้างลำตัวได้ หากข้อศอกแกว่ง ควรลดน้ำหนักของอุปกรณ์ให้พอดี
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลังแขน (Close-Grip Bench Press) นอนราบไปบนเก้าอี้ออกกำลัง จับบาร์เบลที่อยู่เหนือตัวเอง โดยให้มือห่างจากกันประมาณ 18 นิ้ว เหยียดข้อมือให้ตรง ศอกอยู่ใกล้ลำตัว จากนั้นยกบาร์เบลขึ้นไปและลดลงมาห่างจากอก 2 นิ้ว และยกขึ้นไปอีกครั้ง ควรหายใจออกเมื่อยกบาร์เบล และหายใจเข้าเมื่อลดบาร์เบลลงมา ทำติดต่อกัน 8-12 ครั้ง
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลัง (One-Arm Dumbbell Rows) วางเข่าและมือข้างซ้ายบนเก้าอี้ออกกำลัง โดยให้แขนเหยียดตรงและหลังอยู่ในแนวขนานกับพื้น จากนั้นใช้มือขวายกดัมเบลที่ถือไว้ โดยยกให้ปลายแขนอยู่ข้างลำตัวในแนวเดิม ไม่เอียงดัมเบลเข้าหาหน้าอก
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหนอก (Shrug) ถือบาร์เบลหรือดัมเบลไว้ทั้งสองข้าง โดยให้แขนเหยียดตรง จากนั้นออกแรงยักไหล่ หากเลือกบาร์เบลหรือดัมเบลที่มีน้ำหนักมากพอและเหมาะสมกับกำลังตัวเองจะรู้สึกกล้ามเนื้อล้าเมื่อเล่นครบจำนวน
  • เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines) วิธีฝึกกล้ามเนื้อด้วยเครื่องเล่นเวทจะช่วยให้ออกกำลังและบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนไปทีละจุด โดยศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสต่าง ๆ มีบริการเครื่องเล่นเวทไว้บริการแก่ผู้ที่ต้องการฝึกกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ผู้ที่ออกกำลังกายชนิดนี้เป็นครั้งแรกควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสในการบริหารร่างกายให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่สะดวกมาที่ฟิตเนสลองซื้อเครื่องออกกำลังกายมาฝึกเองที่บ้านได้
  • ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) การฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นควรเลือกยางยืดที่มีระดับแรงต้านมากพอ โดยจะรู้สึกล้ากล้ามเนื้อหลังจากฝึกกล้ามเนื้อนั้น ๆ ครบ 8-12 ครั้ง ผู้ที่เริ่มฝึกอาจออกกำลังด้วยยางยืดเพียงหนึ่งเซตก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อกล้ามเนื้อที่บริหารเริ่มแข็งแรง ท่าฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นมี ดังนี้
    • บริหารไหล่ (Shoulder Press) นำยางยืดวางไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืนตรง จับปลายยางยืดและงอแขนโดยหันด้านฝ่ามือเข้าหาตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะจนแตะกัน ระวังอย่างยกไหล่ตาม แล้วค่อยลดแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารไหล่และขา (Shoulder Press with Lunge)  ก้าวขาขวาไปข้างหน้า วางยางยืดไว้ใต้เท้าขวาและจับปลายยางยืดทั้งสองข้างไว้ จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไปเหมือนท่าบริหารขา (Lunge) พร้อมกับยกแขนขึ้นให้สูงเลยศีรษะ ค่อย ๆ ลดแขนลงกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้นและทำซ้ำข้างละ 12-24 ครั้ง
    • บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนหน้า (Bicep Curl) ยืนตรงแยกขาออกให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพกไว้ จับปลายยางยืดทั้งสองข้าง แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว โดยหันฝ่ามือที่จับยางยืดออกไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ งอศอกเพื่อยกแขนขึ้นมา แล้วผ่อนลงช้า ๆ ไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านข้าง (Lateral raise) ยืนตรงแยกขาให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพก จับปลายยางยืดโดยให้แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หงายฝ่ามือขึ้นและกางแขนทั้งสองข้างออกห่างจากด้านข้างลำตัวจนอยู่ระดับหัวไหล่ ควรให้แขนเหยียดตรงและไม่ยกไหล่ขณะที่กางแขนยกขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ผ่อนแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • โยคะ โยคะนับเป็นการออกกำลังฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ท่าแนะนำ ได้แก่
    • ท่าสุนัขยืดลง (Downward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน โดยช่วยยืดกล้ามเนื้อแขน อก ขา และหลัง เตรียมตัวในท่าคุกเข่า ฝ่าเท้าวางบนพื้น เข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพก และวางมือให้เลยหัวไหล่เล็กน้อย จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยืดขาให้ตรงโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นและก้นยกขึ้นสูง ฝ่ามือออกแรงกดพื้นเบา ๆ พร้อมกับเหยียดแขนให้ตรงจนหัวไหล่ลาดลงเป็นแนวเดียวกัน โดยให้ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 1-3 นาที
    • ท่ากระดาน (Plank) ท่านี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน ข้อมือ และลำตัว วางมือให้ห่างจากกัน เหยียดแขนให้ไหล่ตรง จากนั้นทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที
    • ท่าสุนัขเงยหน้า (Upward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน เริ่มต้นนอนคว่ำ โดยให้ลำตัว ขา และเท้าราบไปบนพื้น งอศอกตั้งขึ้นโดยวางฝ่ามือบนพื้นอยู่ข้างเอว จากนั้นใช้มือออกแรงกด พร้อมกับยกลำตัวและหน้าขาขึ้นมาจากพื้น โดยยืดหน้าท้องหรือตรงกลางลำตัวให้สุดและดึงหัวไหล่ให้เหยียดตรง ยืดตัวให้สุด ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที
    • ท่าสะพาน (Bridge) ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลัง ขา ก้น และลำตัว เริ่มต้นนอนหงายราบไปบนพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลง ชันเข่าขึ้นมาโดยให้ส้นเท้าชิดเข้ามามากที่สุด จากนั้นยกสะโพกขึ้น โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและวางมือไว้ข้างลำตัวเช่นเดิม เงยหน้าเล็กน้อยและไหล่ราบไปบนพื้นขณะยกสะโพก ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที แล้วค่อยลดสะโพกลงมาเหมือนเดิม
ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับการออกกำลังลักษณะดังกล่าวอย่างปลอดภัยหรือไม่ เมื่อฝึกกล้ามเนื้อระยะแรกควรฝึกเบา ๆ ช้า ๆ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและให้คำแนะนำในการจัดท่าทางและฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ควรหยุดเล่นและพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันทีในกรณีที่เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บขณะเล่น วิธีออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพทำได้ ดังนี้
  • ควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนฝึกกล้ามเนื้อด้วยการเล่นฟรีเวทหรือเครื่องเล่นเวทต่าง ๆ
  • ออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งเลี่ยงยกเวทติดต่อกันทุกวัน
  • ควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาทีก่อนออกกำลัง
  • ควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อท่าต่าง ๆ โดยเน้นทำซ้ำมากกว่าออกเต็มแรง
  • ควรให้เทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำการจัดท่าทางที่ถูกต้อง เนื่องจากอาจเสี่ยงได้รับบาดเจ็บในกรณีที่บริหารกล้ามเนื้อผิดท่า
  • ควรคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) ประมาณ 5-10 นาที หลังออกกำลังกาย รวมทั้งยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ผู้ที่ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ทั้งช่วยเพิ่มความทนทานแข็งแรงในการเล่นกีฬาและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สมาธิดีขึ้น ลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายตลอดเวลา ลดโอกาสเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งป้องกันการป่วยด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ


วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Beauty Detox สวยใสไร้พิษตกค้าง

     ชีวิตประจําวันของเราต้องพบเจอกับสารพิษตั้งมากมาย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็กลายเป็นสารพิษสะสม  นั่นเป็นสาเหตุว่า ทําไมคําว่า “ดีท็อกซ์” จึงเข้ามามีบทบาทสําคัญกับเรา
เอาละ! ได้เวลาล้างพิษ กันแล้วสาวๆ!
ไม่ดีท็อกซ์   ไม่ได้เหรอ?
     ตามธรรมชาติเมื่อรับสารพิษเข้าไป ร่างกายจะขับออกมาเอง แต่ถ้าสารพิษที่ได้รับมากเกินไป ก็จะกลายเป็นสารพิษสะสม ทําให้เกิดผลเสียตามมา เช่น ผิวพรรณไม่สดใส ระบบขับถ่ายผิดปกติ หน้าตาหมองคล้ำ ผมแห้งเสีย
     การดีท็อกซ์จึงเป็นการล้างสารพิษตกค้างออก เหมือนเป็นการรีสตาร์ทร่างกายให้กลับมาสดชื่น สดใสอีกครั้ง โรคร้ายจะได้ไม่ถามหาไงล่ะ ทีนี้เรามาเริ่มสารพัดวิธีดีท็อกซ์ทั้งร่างกาย และจิตใจกันเลยดีกว่า

Face Detox ล้างพิษบนผิวหน้าด้วยไข่ขาว
     ไข่ขาวมีคุณสมบัติช่วยทําความสะอาดล้ำลึก ดูดซับสารเคมีตกค้างออกจากผิวหน้าได้มากที่สุด และมีโปรตีนหลายชนิด ทําให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ใสกิ๊ง แต่ต้องงดแต่งหน้า และทาครีมบํารุง
สัก 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลชัดเจนนะ สัปดาห์แรกอย่าเพิ่งใช้ครีมบํารุงผิว ส่วนสัปดาห์ที่ 2 ใช้ครีมบํารุงได้ในตอนกลางคืนจ้ะ


     -หลังจากล้างหน้าสะอาดแล้ว พอกไข่ขาวให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้จนแห้งสนิท
     -ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเย็น
     -ใช้โทนเนอร์เช็ดให้ทั่วเพื่อกระชับรูขุมขน

Body Detox สารพันวิธีล้างพิษออกจากร่างกาย

– กินล้างพิษด้วยสูตรโยเกิร์ต นมสด น้ำผึ้ง มะนาว

     เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อสูตรนี้กันมาบ้าง ประโยชน์คือ ช่วยล้างไขมันในลําไส้เล็ก ทําให้ระบบดูดซึมดีขึ้น แนะนําให้กินเวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง เพราะลําไส้เล็กกําลังทํางานเต็มที่ จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยเปลี่ยนสิ่งตกค้างในลําไส้เล็ก ให้กลายเป็นวิตามินบี 12 ไปเลี้ยงสมองให้สดชื่น
ส่วนผสม โยเกิร์ต 1 – 2 ถ้วย + นมสด 250 ซีซี (นม 1 กล่องมาตรฐาน) + น้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนโต๊ะ* + มะนาว 1 – 2  ลูก*
* ปรับรสชาติได้ตามใจชอบเอาให้ถูกลิ้น กินได้เป็นพอ
(ข้อมูลจากหนังสือ "กินเป็น ลืมป่วย")

– ล้างพิษด้วยการอบซาวน่า
     ซาวน่าเป็นวิธีกระตุ้นเหงื่อได้ดีเยี่ยม เข้าซาวน่าแค่ 15 นาที สามารถกําจัดของเสียได้เท่ากับการกําจัดของเสียของไตใน 1 วันเชียวนะ แถมยังกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ควรทําสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ทําทุกครั้งก่อนเข้าซาวน่า 
ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วก่อน และหลังเข้าซาวน่า เพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกไป

คำเตือน!!!
-ผู้มีปัญหาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
-ผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยซึ่งเห็นชัดเจนบนใบหน้า ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า หากเส้นเลือดฝอยขยายตัวมากเกินไปจากความร้อน อาจเกิดอันตรายได้

– ออกกําลังกายช่วยล้างพิษ
    การออกกําลังกายสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้นให้เหงื่อออก การขับของเสียออกทางเหงื่อเป็น 1 ในวิธีที่ดีที่สุด เพราะสามารถกําจัดของเสียได้เร็วกว่าวิธีอื่น ๆ แถมยังกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และน้ำเหลือง
    อาจารย์สาทิส อินทรกําแหง ต้นตํารับชีวจิตบอกไว้ว่า การออกกําลังกายเพื่อดีท็อกซ์ร่างกาย ควรออกกําลังกาย ให้ถึงจุดพีค นั่นคือให้เหงื่อไหลโซม หัวใจเต้นแรง จับชีพจรได้ไม่ต่ำกว่านาทีละ 120 – 140 ครั้ง นั่นแหละถึงจะเห็นผล ถ้าจะให้ดี อย่าลืมออกกําลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งนะ

Mind Detox 
ล้างพิษร่างกายแล้วอย่าลืมล้างพิษในใจ
     คนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา  เมื่อร่างกายสงบ หัวใจจะเต้นช้าลง  ลมหายใจยาวขึ้น  เมื่อควบคุมลมหายใจได้ จะทำให้ปอดขยาย ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น  กระบวนการเผาผลาญไขมนจะทำงานและทำให้ร่างการสร้างเม็ดเลือดขาวได้มากขึ้น จึงมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น

   
     เท่านั้นยังไม่พอ  การฝึกสมาธิทำให้ความจำดีขึ้นอีกต่างหาก  ทั้งล้างพิษทั้งช่วยเรื่องสุขภาพ ลองฝึกสมาธิดูจะเสียหายอะไร จริงไหมคะ


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เชื่อสิว่า ถ้าก่อนนอนสวย…ตื่นมาก็จะสวย!!



ใครมีความเชื่อบ้างคะว่า ถ้าก่อนเข้านอนเราทำอะไรดีๆ ให้กับร่างกาย พร้อมการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ตื่นเช้าขึ้นจะสดใส และมีใบหน้าที่สวยแบบไม่ต้องเสริมเติมแต่งอะไรให้มากมาย ฟังดูอาจเหลือเชื่อนะคะ แต่เชื่อเถอะค่ะ ว่าถ้าทำตามนี้แล้วรับรองตื่นมาสวยแน่นอน…ไปดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้างที่ทำก่อนนอนแล้วตื่นมาสวยเลย !!

>> ฟังดนตรีเบาๆ ก่อนนอน
การฟังเพลงชิลๆ เบาๆ ก่อนนอนช่วยขับกล่อมให้เรานอนหลับได้สนิทมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเพลงบรรเลงด้วยก็ดีเพราะจะมีผลต่อสมองและทำให้จิตใจของคุณสงบขึ้นได้แบบไม่น่าเชื่อ เมื่อใจสงบตื่นเช้าขึ้นมาก็ย่อมเต็มไปด้วยความสดใสเพราะการนอนเต็มอิ่มตลอดคืนนั่นเองค่ะ

>> 
มาส์กหน้าก่อนนอน
ก่อนนอนประมาณ 15-20 นาที คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ผิวของเราจะได้รับการผ่อนคลาย และได้รับสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ผิวหนังแบบเต็มที่ ดังนั้นสาวๆ ควรมาส์กหน้าค่ะ แต่การมาส์กก็แล้วแต่ความชอบว่าใครชอบรูปแบบไหน บางคนก็ชอบแบบมาส์กสำเร็จรูป บางคนก็ชอบแบบที่เป็นสมุนไพรทำเอง ชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นเลยค่ะ ขอเพียงว่าเลือกบำรุงให้ถูกกับผิวหน้าก็พอ


>> 
บำรุงหน้าด้วยอายครีม  
ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลก่อนนอนทุกคืน แต่สาวๆ ควรเก็บอายครีมไว้ในตู้เย็นเสมอ เมื่อนำออกมาใช้จะได้รู้สึกเย็นสดชื่นมากขึ้น และพยายามใช้นิ้วนางในการทาครีมใต้ตานะคะจะช่วยลดอาการบวมของหนังตาได้ดีขึ้น ทำให้ไม่ต้องแต่งหน้าจัดเพื่อปกปิดรอยหมองคล้ำด้วยเครื่องสำอางหนาๆ อีกต่อไป

>> 
ใช้ปลอกหมอนใหม่ที่มีความสะอาด
การที่เราใช้ปลอกหมอเก่าๆ ผ้าห่มเก่าๆ ที่ไม่เคยซักหรือดูแลให้สะอาดติดต่อกันนานๆ เป็นแรมปี ทำให้ใบหน้าของเราเกิดผดผื่นและเป็นสิวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเพียงแค่คุณหมั่นซักปลอกหมอนทุกๆ 1-2 อาทิตย์ ก็จะช่วยให้ใบหน้าสะอาดสะอ้านขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แถมปลอกหมอนใหม่ๆ หอมๆ ยังช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นด้วยตื่นมาสวยชัวร์ค่ะ

>> 
ผ่อนคลายด้วยกลิ่น
การใช้กลิ่นอโรม่าเข้าช่วยก่อนนอนจะทำให้เราตื่นมาด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าเดิมอย่างแน่นอน ที่สำคัญบางกลิ่นยังมีสรรพคุณในการช่วยให้ลดอาการอักเสบของคนที่มีปัญหาภูมิแพ้อากาศอีกด้วย เพียงแค่เราต้องเลือกกลิ่นหอมที่เราชอบนะคะ ยิ่งมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยด้วยยิ่งดี แค่เอาสำลีชุบกลิ่น แล้วเอาไปวางข้างๆ โคมไฟก็จะช่วยทำให้กลิ่นหอมกระจายไปทั่วห้อง ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายตื่นเช้ามาก็สดใสค่ะ

>> 
สครับปากก่อนนอน
นอกจากต้องบำรุงผิวหน้าแล้ว สาวๆ ต้องบำรุงริมฝีปากของตัวเองไปด้วยค่ะ เพราะปากถือเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้ส่วนไหนเลย การจะทำให้ผิวปากเนียนนุ่มชุ่มชื่นอยู่ตลอด ควรทำการสครับด้วยน้ำผึ้งผสมน้ำตาลทราย ขัดเบาๆ ก่อนนอน เพียงเท่านี้ตื่นมาปากของเราก็จะมีสุขภาพดี ไม่แตกลอกเป็นขุย เหมาะที่สุดที่จะทำในช่วงฤดูหนาวมากๆ ค่ะ

>> 
ม้วนผมก่อนนอน
การสระผมตอนกลางคืนนั้น จริงๆ ก็ทำได้นะคะ แต่ก็ควรที่จะไดร์ผมให้แห้ง ไม่นอนหลับทับไปทั้งที่ยังเปียกอยู่ หรือมาดๆ ก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เป็นเชื้อราบนหน้งศีรษะได้ และถ้าเราตั้งใจไว้ว่าเช้ารุ่งขึ้นจะต้องตื่นมาทำผมลอน สามารถใช้ โรลม้วนผมจับผมเป็นช่อๆ แล้วม้วนผมไว้ ตื่นเช้ามาแกะออก ก็จะได้ผมลอนที่จัดแต่งนิดหน่อยก็สวย ออกจากบ้านได้ แถมไม่เสียเวลาเยอะด้วย

>> 
นั่งสมาธิ,สวดมนต์
เขาบอกผู้หญิงต้องสวยจากภายในสู่ภายนอก ถ้างงั้นเรามาสวดมนต์ นั่งสมาธิก่อนนอนกันดีกว่า จะได้นอนหลับฝันดี ตื่นเช้ามาสดชื่นแจ่มใส สวยขึ้นๆ ทุกวันเลยไงคะ

>> 
ดื่มน้ำก่อนนอน
ตอนเรานอนหลับนั้น ร่างกายเราต้องไม่ได้ดื่มน้ำไปตั้งหลายชั่วโมงเลยนะคะ ดังนั้นแล้วก่อนนอนเราควรดื่มน้ำไปซัก 1 แก้ว และตอนเช้าตื่นปุ๊บก็ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว จะดีทั้งต่อสุขภาพและผิวพรรณของเราเลยค่ะ

>> 
ดื่มน้ำขิงผสมน้ำมะนาวก่อนนอน
การดื่มน้ำขิงผสมมะนาวอุ่นๆ ก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และป้องกันไม่ให้เซลล์เสื่อมสภาพเรียกว่าช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ด้วย ที่สำคัญเครื่องดื่มชนิดนี้ยังช่วยลดไขมันที่เกาะตามหน้าท้องของเราได้อีกด้วยน๊า ดีขนาดนี้ต้องดื่มแล้วล่ะ

>> 
ใช้โลชั่นบำรุงผิวกาย
ขั้นตอนนี้ก็สำคัญ ดูแลผิวหน้าแล้วอย่าลืมดูแลผิวกายด้วยล่ะคะ ทาครีมบำรุงเลย เพื่อผิวที่ชุ่มชื่นของเรา และยิ่งสาวๆ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำแล้วละก็ ต้องทาพวกครีมบำรุงผิวกายเยอะๆ เลย
นี่แหละค่ะเคล็บลับเสริมความงามง่ายๆ ก่อนนอนที่เรานำมาฝากคุณสาวๆ กัน ไม่ยากเลยนะคะ ลองทำดู แค่เราหันมาดูแลตัวเอง นอนหลับ ตื่นมาก็สวย เชื่อสิคะ!!

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

(18+) 10 วิธีแก้ปัญหา ‘แฟนไม่ยอมทำการบ้าน’ ให้รักกลับมาหวานอีกครั้ง

10 วิธีแก้ปัญหา ‘แฟนไม่ยอมทำการบ้าน’ ให้รักกลับมาหวานอีกครั้ง

เชื่อว่าต้องมีสาวๆ หลายคนแน่ๆ ที่กำลังหนักใจกับปัญหา ‘แฟนไม่ยอมทำการบ้าน’ เหมือนตอนเริ่มคบที่เอะอะเป็นต้องจัด แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? ต้องปัดหยากไย่กันเลยทีเดียว

ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่คุณแฟนนั้นเฉยชา เราก็ตระหนักได้ว่าถ้าปล่อยไปนานๆ ความรักต้องจืดชืดแน่ๆ แต่จะให้พูดตรงๆ มันก็เขินอีก วันนี้ขอเสนอ 10 วิธีแก้ปัญหา แฟนไม่ยอมทำการบ้าน ทำยังไงให้รักกลับมาหวานอีกครั้ง

 1. สร้างบรรยากาศ 

ห้องนอนห้องเดิม เตียงเดิม คนก็เดิมอีก บางที่ก็ว่าหนุ่มๆ ไม่ได้นะที่อารมณ์มันอาจจะนิ่งไปบ้างเพราะความจำเจในทุกๆ วัน ฉะนั้นอย่างแรกที่สาวๆ ควรทำคือการสร้างบรรยากาศแปลกใหม่ค่ะ ไม่ว่าจะสายโรแมนติค จุดเทียน เปิดเพลงคลอเบาๆ หรือจะเป็นสาวสายสนุก แอบไปซื้อ sex toy มาเซอร์ไพรซ์คุณเขาซะเลย รับรองว่ายังไงเขาก็ต้องอยากลองของ เปลี่ยนห้องนอนเป็น play room ของสองเราซะเล้ย



 2. ชุดนอนไม่ได้นอน 

ต่อมาจากข้อแรกเลยค่ะสาวๆ เพราะมันคือการสร้างบรรยากาศแบบเล่นน้อยได้มาก คือถึงไม่มีเทียนอโรม่าหรือสิ่งสร้างความโรแมนติคใดๆ แต่บรรยากาศเซ็กซี่นั้นอยู่บนตัวเราแล้วด้วยชุดนอนไม่ได้นอน ลูกไม้บางๆ พริ้วๆ ซีทรูวับแวมเซ็กซี่ขยี้ใจขนาดนี้ หนุ่มที่ไหนจะอดใจไหวจ๊ะ




3. นวดผ่อนคลาย 

ยิ่งอายุมากขึ้น ภาระหน้าที่ก็เยอะขึ้น กลับบ้านมาก็นึกถึงแต่เตียงนอนจนไม่มีเวลาให้เรื่องอย่างว่าเลย ไหนจะออฟฟิศซินโดรมที่ต้องทรมานกันทุกวัน สาวๆ ลองหาเวลากลับบ้านเร็วดูซักวันแล้วจัดคอร์สผ่อนคลายให้คุณแฟนสักหน่อยสิ แต่งตัวเซ็กซี่ จุดเทียนอโรม่า พร้อมนวดน้ำมันฟินๆ ซึ่งการนวดนี่แหละจะสร้างสัมผัสเซ็กซี่ให้ทั้งคนนวดและคนถูกนวดเลย เสื้อก็ต้องถอด ไหนจะการลูบไล้เอื่อยๆ สัมผัสหนักเบาสลับกันไป ยิ่งนวดก็ยิ่งใกล้ งานนี้ไม่จบแค่นวดแน่นอน



 4. นัวเนีย 

อันนี้เราแอบถามหนุ่มๆ มาแล้วว่าวิธีนี้ง่ายสุดและยังไงก็เวิร์คอีก! อ้าว ก็ปกติแล้วจะเป็นหนุ่มๆ ที่เป็นคนเริ่มก่อนนี่นา สาวๆ หลายคน ถึงจะต้องการแต่ก็ยังติดความคิดที่ว่าเป็นผู้หญิงจะให้เริ่มก่อนได้ไง บอกเลยว่าความจริงแล้วหนุ่มๆ เค้าชอบนะจ๊ะ!



 5. อาบน้ำด้วยกัน 

วิธีนี้บอกเลยว่าร้อยทั้งร้อยก็ได้ผล สาวๆ ลองนุ่งผ้าเช็ดตัวมากระซิบเบาๆ ที่หู ตัวเองช่วยถูหลังให้เค้าหน่อยน้าเผลอๆ ไม่ต้องรอให้ถึงเตียงก็แฮปปี้กันตั้งแต่ในห้องน้ำเลยล่ะ



 6. Game on! 

ทำให้เรื่องบนเตียงเป็นเรื่องสนุกด้วยการเล่นเกมสิเธอ ถ้าทำวิธีปกติแล้วเขายังเฉยๆ ก็ให้เกมเป็นตัวเปิดที่น่าสนใจให้เซ็กซ์ซะหน่อย ใครๆ ก็ชอบเล่นเกมกันทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวนี้ก็มี sex game เยอะแยะในมือถืออย่างพวกเกมคำสั่งว่าให้จูบ ให้นั่งตัก หรือบอร์ดเกมอย่างเช่น Sexopoly ที่เป็นเกมเศรษฐีอย่างว่า ก่อนเล่นก็เตรียมเครื่องดื่มให้พร้อมด้วยล่ะ เล่นเกมไปเรื่อยๆ เซ็กซี่ขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์ก็กรึ่มนิดๆ ดูซิมันจะไปจบเกมที่ตรงไหนน้าาาา > <



 7. ทำอะไรแปลกใหม่เหนือความคาดหมาย 

อย่างที่เรารู้ว่าผู้ชายน่ะเป็นเพศที่ชอบความตื่นเต้นท้าทาย เราก็เพิ่มความตื่นเต้นให้คุณแฟนด้วยความแปลกใหม่ จนเค้าคิดว่าเอ๊ะแฟนคนเดิมชั้นหายไปไหน แล้วแม่สาวน้อยขี้อ้อนคนนี้คือใครกันนะ หรือทำให้เค้าตกใจว่าแม่เสือสาวที่กำลังจู่โจมแบบไม่ให้เค้าตั้งตัวนี่มันช่างฮอตฉ่าและน่าฟัดซะให้เข็ด กึ๋ยย


 8. เปลี่ยนสถานที่ 

ท้าวความมาจากข้อ 6 ที่ผู้ชายร้อยทั้งร้อยนั้นชอบความตื่นเต้น บางทีที่เค้าไม่ยอมทำการบ้านอาจเพราะเบื่อสภาพแวดล้อมเดิมๆ เตียงตัวเดิมๆ และความรู้สึกปลอดภัยในห้อง ซึ่งงานนี้เราแนะนำว่าให้เป็นหน้าที่ของสาวๆ ที่ลองยั่วเค้าในสถานที่แปลกๆ ดูอย่างในรถยนต์ บอกเลยว่าความรู้สึกไม่ปลอดภัย ความระแวง และท่าใหม่ๆ จะทำให้เซ็กซ์ยิ่งเผ็ชขึ้นอีกเยอะ!

 9. Get Away Together 

ถ้าแค่เปลี่ยนสถานที่เป็นในรถยนต์หรือระเบียงห้องนั้นไม่ช่วยให้คุณแฟนกระตือรือร้นขึ้นเท่าไหร่ งานนี้เราต้องเอาอำนาจเงินเข้าสู้ ผันตัวเป็นสาวสายเปย์จองทริปสุดโรแมนติค วิวเด็ด ห้องพักสวย ให้คุณแฟนได้ผ่อนคลายเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย บอกเลยว่าลงทุนไปร้อยแต่ผลตอบแทนได้ล้านนะจ๊ะ นอกจากจะได้ใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตั๊วส่วนตัว เมคเลิฟแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ คนทั้งคู่จะไม่ลืมนอน



 10. ปลุกเค้าตอนเช้าด้วยปากนุ่มๆ 

อ่านมาถึงข้อ 10 สาวๆ อาจคิดว่ามันยังจะมีวิธีอะไรมาปลุกอารมณ์คุณแฟนได้อีกนะ คำตอบของข้อนี้คือ Morning Sex ค่ะ วันเสาร์อาทิตย์สบายๆ ลองเคลียร์ตารางให้ว่าง ตื่นก่อนเค้าซักแป๊บ ล้างหน้าแปรงฟัน จัดผมเผ้าให้ดูเซ็กซี่ (ถ้ามาคู่กับชุดนอนไม่ได้นอนด้วย ผลลัพธ์จะ x1,000) แล้วลองปลุกเค้าด้วย Oral ดู กระตุ้นอารมณ์อย่างว่าที่มีอยู่แล้วตอนเช้าให้ยิ่งแรงขึ้นไปอีก



อ่านไปก็เขินไป แต่ในใจมันก็ซู่ซ่าอยากจะลองอยู่ใช่มั้ยล่ะจ๊ะสาวๆ คนคบกันไปนานๆ มันก็ต้องมีเฉยชากันบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นเราสาวๆ ก็มาทำหน้าที่กระชับความสัมพันธ์กันซักหน่อย รับรองปัญหา ‘แฟนไม่ยอมทำการบ้าน’ จะหายไปแน่นอน เหลือแต่รักหวานๆ แล้วล่ะทีนี้


source:
https://d1wlypst4s8b83.cloudfront.net/wp-content/uploads/2018/02/20043232/1873d0149d35e4016bcfd6c6fbb8907c.jpg
https://d1wlypst4s8b83.cloudfront.net/wp-content/uploads/2018/02/20042857/9605b52e09d0df17f7d0156068b5dad5.jpg